Monday, December 26, 2011

คนทำงานด้านบริการ ต้องมีความเสียสละ

นอกจากจะต้องมี service mind เป็นคุณสมบัติแล้ว คนที่อยู่ในแวดวงการโรงแรม การท่องเที่ยว หรืองานบริการด้านอื่น ต้องถือว่าเป็นผู้ที่่จะต้องเสียสละเป็นอย่างมาก

ในช่วงหยุดยาวปีใหม่ หรือช่วงเทศกาล ที่คนอื่นท่องเที่ยวกันอย่างมีความสุข คนที่มีอาชีพบริการนอกจากจะไม่ได้เที่ยวแล้ว ยังเป็นช่วงที่ยุ่งที่สุด และคนทำงานด้านนี้ มักจะมีเวลาไปเที่ยวกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงน้อยมาก เพราะเวลาหยุดก็ไม่ตรงกับคนอื่น หลายคนบางครั้งก็น้อยใจและท้อใจก็มี (ยังไม่นับบางงานก็ไม่ได้มีเงินเดือนโบนัสและสวัสดิการแบบงานด้านอื่นหรือชั่วโมงทำงานมากกว่า)









ผู้เขียนเคยทำงาน เป็นหัวหน้าร้านขายซอฟแวร์ด้านบันเทิง ซึ่งเปิดอยู่ในห้างสรรพสินค้า(ต้องเปิดทุกวัน) ก็ถือว่าเป็นอาชีพบริการเหมือนกัน เวลา recruit สัมภาษณ์คนเข้าทำงาน ถึงจะเน้นถามว่า ทำงานด้านนี้หยุดไม่ตรงกับเพื่อน เทศกาลไม่ได้หยุด ทำได้ไหม ส่วนใหญ่ก็บอกว่า สบาย ไม่มีปัญหา (เพราะกลัวไม่ได้งาน)

แต่พอทำไปก็ลืม ถึงช่วงเทศกาลก็มักจะเจอปัญหา คนมาทำงานไม่พอทุกที บางคนขาดดื้อๆ บางคนหยุดเพิ่มจากวันหยุด บางคนก็อ้างเหตุผลสำคัญ (บางเคสแค่อ้างแต่แอบไปเที่ยวก็มี)บางคนทำมานานก็เก๋าก็มีสิทธิหยุดได้ ต้องขอร้องก็มี บางคนรู้ว่าทำงานไม่มีอนาคต ก็ขาดงาน อยากตัดเงินก็ตัดไป



นึกออกอีกตัวอย่างนึง ที่พัทยา ร้านนวดแผนโบราณ ผู้เขียนเห็นพนักงานนวดวัยกลางคน กำลังร้องเพลงคาราโอเกะอย่างสนุกสนานข้างร้าน คงมีดื่มด้วย เพราะเป็นช่วงสงกรานต์ พอทัวร์เข้า พนักงานในร้านมาตามให้ไปทำงาน หมอนวดคนนี้กลับปฎิเสธ เพราะกำลังสนุกได้ที่ พอมีคนมาตามอีกสองครั้ง แกก็บอกว่า ไม่ทำแน่นอน จะหักเงินหรือว่าจะต้องให้จ่ายเงินอะไรเดี๋ยวจะไปจ่ายแต่ไม่นวดแล้ว (กำลังสนุก) ทำเอาเจ้าของร้านต้องปวดหัวอย่างหนัก






หรือคนเป็นมัคคุเทศก์หรือไกด์ บางคนคิดว่าสบาย ว่าช่วงโลว์ทำงานอย่างนึง ช่วงไฮ ทำอีกทีนึง หรือทำหนักช่วงโลว์แล้วไปเที่ยวช่วงไฮ แต่ในสภาพความเป็นจริง บางทีก็ทำได้ยาก ช่วงงานเยอะก็ต้องเหนื่อยช่วยบริษัท พอช่วงงานน้อยบริษัทจะได้ให้งานเรา แบบนี้เป็นต้น



หลายท่านที่อ่านบล๊อกนี้อาจจะบอกว่า อยู่ที่การบริหารการจัดการ ถ้าทำดี สร้างกฎให้เข้มแข็งก็น่าจะแก้ปัญหาได้ แต่บางครั้งกิจการที่ไม่ได้ใหญ่มาก ก็ต้องใช้ น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการก็ต้องการความร่วมมือและไมตรี ความเสียสละ หรือ service mind ของลูกน้องเหมือนกัน อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังและสร้างกัน บางคนพอทำงานแล้วสิ่งเหล่านี้ก็ค่อยๆหายไป

ถ้าคุณต้องหยุดเที่ยวกับเพื่อนบ่อยๆ เหมือนคนในอาชีพอื่นทำได้ ก็คงทำงานบริการยาก หรือบางคนพอรู้ก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะทำกี่ปี (ช่วงที่ทำงานอยู่จะได้เที่ยวน้อยลง)

แต่ผู้เขียนก็รู้จักอีกหลายคน ที่ทำงานด้านบริการ อย่างทำงานห้างก็ยังทำมาเป็นสิบปี หรือพนักงานนวดแผนไทย ที่ทำงานไม่หยุดเลยทั้งปี และมีความสุขกับการทำงานบริการ โดยไม่ได้คิดว่า ตนเองจะเสียเปรียบด้านผลประโยชน์ คนเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้ที่มีความเสียสละ และมี service mind อย่างแท้จริง (ขออภัยรูปในบล๊อกนี้อาจจะไม่สัมพันธ์กับเนื้อหา)





แผนที่โลกในสายตาของคนอเมริกัน



จีน = ซุปเปอร์มเก็ต
อินเดีย = แกงกระหรี่
ญี่ปุ่น = โตโยต้า
พม่า = เกเร
เวียดนาม = สุสาน
อัฟกานิสถาน = เวียดนาม 2.0
เม็กซิโก = แม่บ้าน คนสวน
ไทย = ซ่อง!!!




ภาพจากworld according to usa (คลิกไปดูของจริงขนาดใหญ่)
เอามาให้ดูกันขำๆ แต่หลายคนอาจจะซีเรียดและคงอยากจะถามว่าผู้เขียนเอามาเผยแพร่ทำไม

ก็คงต้องบอกว่า อยากจะให้เปิดใจให้กว้าง ในยุคที่มัน globalize เราแทบจะปิดบังความลับอะไรไม่ได้
ทุกคนมีสิทธิที่เข้าถึงข้อมูลและวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุผลได้ในประเทศประชาธิปไตย

การรับข้อมูลก็ต้องใช้วิจารณญาณเป็นอย่างมากในการที่เชื่อหรือไม่เชื่อ ถ้าไม่เชื่อต้องการแย้งก็ต้องมีองค์ความรู้ที่จะไปแย้งด้วยเหตุผล ไม่ใช่ใช้แต่อารมณ์ อินเตอร์เน็ททำให้เราได้ศึกษาหาความรู้มากมายในโลกที่เปิดกว้าง

คิดอีกด้านนึง เราก็พอได้ความ คนอเมริกัน ช่างตื้นเขินในความคิด รู้จักโลกน้อยจริงๆ น้อยกว่าเราซะอีก

WESTERNIZATION ใส่ความเป็นตะวันตกให้แหล่งท่องเที่ยว

บล๊อกก่อนพูดถึง การท่องเที่ยวที่เน้นการทำแบรนด์ให้กลมกลืนกับท้องถิ่น LOCALIZATION ก็อดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงแนวคิดที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้ออกแนวตะวันตกหรือกระแส WESTERNIZATION ซืงแนวคิดแบบนี้ก็ไม่ได้ถือว่าผิดแต่อย่างใด แล้วก็มีมานานแล้ว เพียงแต่ต้องแยกกันตามภูมิภาครวมไปถึงนโยบายการกำหนดทิศทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของแต่ละแห่งด้วย




ในประเทศไทย สถานที่ท่องเที่ยวที่ใช้แนวทางแบบwesternization ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในเขตที่มีบรรยากาศหนาว เย็นสบาย มี location สวยงาม เช่นภาคเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน อำเภอปายนี่ก็ชัดเจน หรือทางเขาค้อ ภูเรือ ทางเขาใหญ่ ปากช่อง วังน้ำเขียว









ส่วนใหญ่ก็มีการปรับปรุงทั้งบริเวณและสถานที่ให้เป็นแบบตะวันตก เช่น การปรับปรุงพื้นที่ ให้เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาว พันธุ์ดอกไม้และเนินเขาส่วนใหญ่จะได้รับการปรับแต่งมากกว่าที่เป็นอยู่เองโดยธรรมชาติ สิ่งก่อสร้าง ที่พักต่างๆ ก็เป็นสไตล์ตะวันตก อย่างเช่น เราไปแถวปากช่อง เขาใหญ่ เขาค้อจะเห็นเยอะมาก พวกที่พัก ร้านกาแฟ แหล่งท่องเที่ยว หรือแถวมวกเหล็ก เราก็รู้ว่ามีร้านสเต๊กดีๆ มากมาย ในบรรยากาศแบบฟาร์มในต่างประเทศ สวนดอกไม้สวยๆแถวภูเรือ หรือ ที่ปาย ต้องยอมรับว่าเปลี่ยนไปในลักษณะนี้ มากกว่าในแบบ localization หรือที่มีมานานมากแล้วก็คือ เชียงใหม่ เชียงราย มีโรงแรมที่พักในแบบตะวันตกมากมาย






หรือตอนสมัยผู้เขียนเป็นนักศึกษาวิชาการท่องเที่ยว ถึงกับมีการถกเถียงกันว่า ที่ไหน คือ สวิตแลนด์เมืองไทย ซื่งมาถึงวันนี้ คิดแล้วมันก็ตลกดี

westernization สำหรับการท่องเที่ยว ในประเทศไทย ก็ถือว่าได้รับความนิยมมาก ในฤดูท่องเที่ยว เพราะเราเป็นประเทศเขตร้อน ได้เห็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้ในบรรยากาศเย็นๆ ได้บรรยากาศมาก ยิ่งสมัยนี้ westernization เข้าหาเราในทุกด้าน เช่น lifestye และเทคโนโลยี เราก็ชอบที่จะไปนั่งดื่มกาแฟ(แบบสมัยใหม่)ที่ร้านสวยๆ กินสเต็กแบบฝรั่ง ไปถ่ายรูปสวยๆ กับป้ายสวยๆ วิวสวยๆ(สร้างขึ้นมา)สำหรับแชร์ทาง socialnetwork












พูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้ เดี๋ยวนี้ในเมือง ก็มี อย่างสวนทานตะวันที่จังหวัดนนทบุรี แต่มีแค่ช่วงหน้าหนาว หรืออย่างที่ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค ที่พัทยา ก็ทำออกมาดูสวยดี แต่ว่าจะร้อนไปหน่อยตอนหน้าร้อน


การพัฒนาการท่องเที่ยวแบบเน้น westernization มีความจำเป็นต้องทำให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและวัฒนธรรมแล้ว ต้องทำให้เข้ากับสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศน์ธรรมชาติด้วย กรณีวังน้ำเขียวคงเป็นตัวอย่าง ความยุ่งยากที่ตามมาได้อย่างชัดเจน

Saturday, December 24, 2011

กระแส LOCALIZATION แบรนด์ดังฝังตัวในท้องถิ่น

Localization ชุมชนภิวัฒน์ หรือท้องถิ่นนิยมเป็นประเด็นที่แบรนด์หรือสินค้าดังๆ จะต้องศึกษาอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างแบรนด์ให้กลมกลืนกับสภาพชุมชน และลดความขัดแย้งหรือต่อต้านจากแนวทางอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น

ตัวอย่างเช่น บริษัท Toyota ผลิตรถกะบะรุ่นใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในชนบทหรือภาคเกษตรกรรมของไทย เพราะรถกะบะขายดีมากในเมืองไทย



21Beijing Starbucks, Beijing, China
This travel blog photo's source is TravelPod page: Beijing Cont.







หรือร้านกาแฟดังอย่างสตาร์บัค ในประเทศจีน ก็มีหน้าร้าน หรือโลโก้ ให้เข้ากับสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมแบบจีน หลายปีก่อนผู้เขียนไปที่เซี่ยงไฮ้ ร้านสตาร์บัคเยอะมาก ตอนนั้นเมืองไทยยังไม่เยอะเท่าไหร่เลย เรียกว่าที่จีนมีสาขามากเป็นอันดับสองลองจากอเมริกาเลย และจะเปิดกระจายไปในเมืองใหญ่ทุกมณฑล อย่างพอไปเปิดที่ยูนาน เขาก็ทำเป็นไร่กาแฟด้วย แล้วผลิตกาแฟรสชาดท้องถิ่นขึ้นมา

กลับมาที่เมืองไทย แนวคิดทำแบรนด์ให้กลมกลืนกับท้องถิ่นตามกระแส Localization ในเมืองท่องเที่ยวเห็นได้ชัด ที่ยกมาให้ดู เช่นการเปิดสาขาของธนาคารกรุงไทย ที่เชียงคาน ที่ใช้อาคารไม้ เหมือนกับตัวอาคารบ้านเรือนที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองเชียงคาน






ขอขอบคุณรูปภาพจากเว็บwww.lensleoi.com
สามารถคลิ๊กไปดูภาพแบบละอียดได้เลยครับ

นอกจากนี้ร้านสะดวกซื้ออย่าง เซเว่นฯ ก็มาเปิดสาขาที่เชียงคานจนได้ แต่เปลี่ยนเป็นชื่อ ร้านอิ่มสะดวก เพราะก่อนหน้านี้ก็มีกระแสต่อต้านมาเยอะมาก คนไปเที่ยวเชียงคานอาจจะเคยเห็นป้าย คนเชียงคานไม่เอาเซเว่น (ทั้งเรื่องภูมิสถาปัตย์ ระบบนิเวศน์ ไฟฟ้า ขยะ ฯลฯ) ผู้เขียนคิดว่า การที่ชุมชนมีความคิดแบบนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน การเป็นเมืองท่องเที่ยวมันก็ต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว กับวิถีชาวบ้านที่เรียบง่าย ถ้ายังมาเจอกระแสโลภาภิวัฒน์อีก เสน่ห์ของเมืองอาจจะหมดไปอย่างรวดเร็ว

ชาวเชียงคานก็ถือว่ามีชุมชนที่เข้มแข็ง และพยายามทำการท่องเที่ยวแบบจริงจังไม่ฉาบฉวย เพื่อรักษาเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมให้นานที่สุด คนที่เที่ยวเชียงคานก็ต้องเข้าใจตรงจุดนี้ด้วย เช่น กลางคืน เมืองจะสงบร้านรวงจะปิดไม่มีขายแบบ 24 ชั่วโมง เท่าที่ผู้เขียนไปเชียงคานมา 3 ครั้ง ก็ชอบเวลาไปซื้อของแล้วได้พูดคุยสัมผัสกับคนท้องถิ่น ยิ่งไปช่วงธรรมดาไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว พอออกมาเดินที่ถนน ผู้คนท้องถิ่นและร้านค้าทักทายเรียกชื่อเราได้เหมือนเป็นคนคุ้นเคยกัน เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมาก

Friday, December 23, 2011

SLOW TOURISM การท่องเที่ยวแบบช้าๆ ชิลๆ

Slow Tourism ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นการท่องเที่ยวแบบช้าๆ เนิบๆ หรือ ชิลๆ สบายๆ อะไรก็แล้วแต่ แต่จริงๆมันก็คือ เที่ยวสถานที่นั้นๆ ให้นานขึ้นนั่นเอง






เราอยู่ในยุคที่การสื่อสารและการเดินทางแสนสะดวกสบาย ข้อมูลข่าวสารหรือการติดต่อที่พักแสนจะง่ายดาย แม้แต่ต่างจังหวัดไกลๆ หรือต่างประเทศ แต่บางครั้งมีการวางแผนการเดินทางล่วงหน้าหรือการไปกับทัวร์ มีการวางโปรแกรมแน่นเกินไป หรือด้วยปัจจัยและอุปสรรค หลายอย่าง เช่น ช่วงเทศกาล คนเยอะ รถติด คนอื่นไม่อยากเที่ยว หรือเดี๋ยวไปอีกที่ไม่ทัน ทำให้เราไม่มีเวลาเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ บางทียังมีการเรียกประชดกัน ว่า ฉิ๊งฉ่องทัวร์ คือ ไปที่ไหน มีเวลาแค่เข้าห้องน้ำก็หมดแล้ว หรือ ชะโงกทัวร์ มีคนเคยบอกว่าวันนึงในการเดินทางแบบทัวร์ไม่ควรเกิน 300 กิโลเมตร ผู้เขียนก็ยังคิดว่าเป็นระยะทางที่ไกลและเหนื่อยเกินไปอยู่ดี




บางคนเดินทางทริปนึงจะเอาให้ครบ ภูหลวง ภูเรือ ภูกระดึง เชียงคาน เขาค้อ ภูทับเบิก เขาใหญ่ จะไหวไม๊หรืออย่างผู้เขียนเคยเห็นทัวร์อินบาวด์ชาวไต้หวัน มาเที่ยวเมืองไทย รายการแน่นมาก กรุงเทพฯ 1 คืน พัทยา เมืองกาญจน์ อยุธยา อัมพวา ก็มีอย่างละคืน มาถึงไฟลท์ดึก กว่าจะเข้าโรงแรมตี 3 แล้ว แต่เช้าต้องตื่นเช้าไปตลาดน้ำดำเนินสะดวก ต้องตื่นกี่โมงคิดดู มีตลาดร่มหุบ เห็นแล้วก็นะ...พัทยา มีนวดไทย 1 ชั่วโมง สปา 45 นาที ขี่ช้าง ขี่ม้า ขี่เกวียน ขี่อะไรต่ออะไร 9-10อย่าง อย่างละ 10 นาที เห็นแล้วเหนื่อยแทน อาจจะสนุกแต่ว่า เราได้ซึมซับอะไรในสถานที่นั้นบ้างรึป่าว นอกจากถ่ายรูปเอามาโชว์ เหมือนเล่นเกมส์เก็บไอเทมเลย






 
Slow Tourism เป็นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ผู้เขียนคิดว่าปัจจุบันที่พักในต่างจังหวัดของไทย พัฒนาขึ้นมาก อย่างโฮมสเตย์ต่างจังหวัด สะอ้านสะอ้าน เดินทางสะดวก และราคาไม่แพง จะไปไกล ๆ เชียงใหม่ เชียงราย ปาย เชียงคาน น่าน หรือใกล้ๆ อย่าง สวนผึ้ง อัมพวา เขาใหญ่ หรือ สถานที่ที่ยังมีคนไปเที่ยวไม่มาก ก็มีโฮมสเตย์ มากมาย การได้สัมผัส lifestyle วิถีชีวิตชาวบ้านตามชนบท อาหาร วัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นๆ เพลินกับบรรยากาศและสถานทีท่องเที่ยวที่สวยงามแบบสบายๆ ชิลๆ ไม่ต้องรีบ คนต่างชาติอาจจะ ซึมซับ Thai hospitality หรือความโอบอ้อมอารีมีน้ำใจแบบไทย น่าจะทำให้หลายคนได้พักผ่อนจากความวุ่นวายในเมืองได้






ด้วยความสะดวกสบายของการเดินทางการติดต่อสื่อสารในยุคนี้ที่บอก สุดสัปดาห์ไหนว่างๆ ลองวางแผนท่องเที่ยวแบบ slow tourism ดูบ้างก็ดีนะครับ ช้าแต่ชัวร์ หรือ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม โบราณบอก แล้วก็ดีซะอีกที่ ไม่ต้องไปแออัดยัดเยียดเที่ยวในรูปแบบเดิมๆ

Monday, December 19, 2011

นอนโรงแรมห้าดาวในราคาหนึ่งดาว คอนเซ็ปท์ของ Tunehotel




เพิ่งจะมีการเปิดตัวสาขาแรกในประเทศไทยคือที่หาดใหญ่ และต่อไปก็จะมีที่พัทยา ภูเก็ตด้วย สำหรับ Tune hotel (เป็นของ Air Asia ดูจากสีโลโก้ก็พอจะเดาได้) ส่วนใหญ่โรงแรมของ Tune hotel ก็จะมีที่มาเลเซียเป็นส่วนใหญ่ แล้วอินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ ก็มีด้วย





ด้วยแนวการตลาดที่ไม่เหมือนใคร คอนเซ็ปท์ก็คือ ยังมีความสะดวกแก่ลูกค้าตามแบบฉบับโรงแรมชั้นดี ทั้งในเรื่องห้องพักสวยงามสะอาดสะอ้าน อยู่ในทำเลที่ดี ใกล้แหล่งช้อปปิ้งท่องเที่ยว มีความปลอดภัยสูง
แล้วจะทำอย่างไร ที่จะทำให้เราสามารถพักโรงแรมแบบนี้ได้ในราคาประหยัด?
อันนี้ถือว่าเป็นกลยุทธ์การตลาด ที่สร้างสรรค์และเฉียบแหลม หรือ Blue Ocean Strategy

ลูกค้าจะจ่ายค่าห้องพักในราคาถูกมาก (ยิ่งจองในช่วงที่มีโปรโมชั่นยิ่งถูก) แต่ทว่า จะมีแค่สิ่งที่จำเป็น คือ ห้องพัก เตียงนอน ห้องน้ำ แล้วก็คอนเซ็ปท์ของโรงแรมที่ว่าด้านบน






อย่างถือต้องเสียเงินหมดทุกอย่างหรือ optional add-ones ไล่ตั้งแต่แอร์ (คิดเป็น 12 ชั่วโมงแต่ยังมีพัดลมเพดานไม่คิดตังค์) ผ้าห่ม อินเตอร์เน็ตไว-ไฟ ทีวี แม้กระทั่งผ้าห่ม หรือพวกแชมพู สบู่ ยาสีฟัน บางอย่างก็มีเป็นแพคเก็จ จองไว้ตั้งแต่จองห้องพัก หรือจะไปตัดสินใจซื้อตอนเช็คอินก็ได้ อย่างแอร์ 12 ชั่วโมง พอเสียบการ์ดห้องพักก็มีตัวเลขนับถอยหลังเลย เมื่อคิดรวมค่าห้องพัก กับส่วน add-on แล้ว ก็ยังถือว่าถูกอยู่ดี

ก็ถือว่าเป็น solution ทางเลือกใหม่ ที่จะมาตอบโจทย์ให้ นักเดินทาง กลุ่มนึง หรือจะบอกว่า การจะพักโรงแรมในเครือของ tune hotel ก็ต้องเข้าใจคอนเซ็ปท์และรูปแบบของโรงแรมด้วยเช่นกัน
สำหรับเว็บไซด์และเฟซบุ๊กเพจก็มีทั้งของต่างประเทศและของไทย