Thursday, January 26, 2012

Eco-System สำหรับการท่องเที่ยว



eco-system หรือระบบนิเวศในธุรกิจการท่องเที่ยวที่ผู้เขียนจะพูดถึงเป็นคนละอย่างกับ eco-tourism ที่หมายถึงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ซึ่งโอกาสต่อๆไปอาจจะได้มีโอกาสเขียนถึงบ้าง

eco-system ระบบนิเวศในธุรกิจการท่องเที่ยวที่จะพูดถึง หมายถึงความสมดุลย์ขององค์กรและกิจการต่างๆ ที่รวมกันเป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ผู้เขียนเคยคุยกับผู้คร่ำหวอดในแวดวงเครื่องเสียง ชอบคำพูดประโยคหนึ่งที่เขาว่า "ธุรกิจที่ดี มันต้องโตไปด้วยกันทั้งวงการ" คือ อาจจะมีการแข่งขันบ้างก็ไม่ต้องกลัว ดีกว่าผูกขาดตลาด

คำว่า eco-system เรามักจะได้ยินในแวดวง ไอทีหรือด้านคอมพิวเตอร์ เช่น google searchengine รายใหญ่ ซึ่งมีรายได้หลักมาจากการโฆษณา ส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยหรือ sme ให้มีความรู้เกี่ยวกับการทำเว็บไซด์และมีโครงการอบรมฟรี เว็บไซด์ฟรี เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจเข้ามาอยู่ในระบบ เป็นการได้ทั้งสองฝ่าย win-win
หรือระบบปฎิบัติการ android เป็นระบบเปิด ส่งเสริมให้คนนำไปพัฒนาผลิต Application







ลองมาดูในแวดวงการท่องเที่ยวบ้าง ผู้เขียนอ่านข้อมูล ในหนังสือพิมพ์บอกว่า ยอดช๊อปปิ้งของนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ซื้อของที่ King Power มียอดเฉลี่ยอยู่ที่ หนึ่งหมื่นบาทเมื่อปี 2011 ที่ผ่านมา ถือว่าสูงทีเดียว นี่ยังไม่นับว่าจะต้องไปช้อปปิ้งจากกลุ่มผู้ประกอบการในระบบ ซึ่งเราทราบกันดี แต่ถ้าเรามาคิดว่า จำนวนเงินที่นักท่องเที่ยวมาใช้จ่ายต่อคนต่อทริปแล้ว สามารถกระจายรายได้ไปยังทุกภาคส่วนรึป่าว โรงแรม บริษัททัวร์ มัคคุเทศก์ ร้านค้า ร้านนวดแผนไท สปา ร้านอาหาร คนขับรถ ตลอดจนคนขายของรายเล็กรายน้อยตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้า eco-system หรือการมีระบบที่ดี มันก็คงเป็นไปตามกลไกที่ว่ามา

แต่ต้องยอมรับว่า ระบบการท่องเที่ยวของไทย ในบางตลาด โดยเฉพาะตลาดเอเชีย เราทำตลาดแบบ low-cost การที่นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นหรือใช้จ่ายต่อคนสูงนั้น ไม่สามารถบอกได้ว่าจะช่วยกระจายรายได้ต่อคนในระบบท่องเที่ยวได้ดีเท่าที่ควรจะเป็น
เช่น ทัวร์เกาหลี เขาบอกว่า ชาตินิยมมาก จะแวะร้านค้าที่เป็นของคนเกาหลี และใช้ไกด์เกาหลีเท่านั้น
หรือ ทัวร์จีน ที่มีระบบทัวร์ศูนย์เหรียญ ทางฝ่ายนี้ต้องเอากำไร จากการขายของไปโปะค่าใช้จ่าย และเอาบางส่วนแบ่งไปให้เอเยนซี่ฝั่งโน้น หรือมีการแข่งขันกันมากแบบ red ocean ทำให้บางครั้ง มีการโน้มน้าว ยัดเยียด พูดเกินจริง (hardsell)หรือขายรายการเสริม (optional tours)ในราคาแพงเกิน หรือบางเจ้าไปถึงต้องขายแบบผิดศีลธรรม จรรยาบรรณ

ขณะเดียวกันมัคคุเทศก์บางรายก็มักจะกีดกันไม่ให้นักท่องเที่ยวใช้เงินออกไปนอกระบบ โดยการโจมตีสารพัด เช่นการไปซื้อของตามข้างทาง ตลาด หรือ ห้างสรรพสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในการการ บางคนเชี่ยวกราดสามารถคาดคะเนกำหนดพฤติกรรมการใช้เงินของนักท่องเที่ยวได้

หรือคนขับแท๊กซี่สองแถว ถ้าเราคิดแต่จะ"ฟัน"นักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยการคิดแพงมากๆ
การกระทำแบบนี้ ไม่เป็นผลดีในระยะยาว ยิ่งสมัยนี้เครื่องมือสื่อสารมากมาย แล้ว เชื่อเถอะว่า มันเป็นผลเสียที่จะตามมา นักท่องเที่ยวจะไปบอกต่อๆกัน เพราะโลกนี้มันแคบลง คนที่มาก็จะเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่มีคุณภาพ





สุดท้ายก็ต้องบอกว่า ระบบที่ยั่งยืน หรือการทำการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (sustainable tourism)เท่านั้น ที่จะยืนระยะอยู่ได้นาน

No comments:

Post a Comment